สรุปเนื้อหากลุ่มที่ 8 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและปฏิบัติของวิชาชีพ : วินัยและการรักษาวินัย,คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม,มาตรฐานวิชาชีพ,จรรยาบรรณวิชาชีพและสมรรถวิชาชีพ
วินัยและการรักษาวินัย
ความหมายของวินัย
การมีวินัยเป็นความคาดหวังของสังคมที่จะให้บุคคลประพฤติปฏิบัติตนในสิ่งที่ถูกที่ควรอันจะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและสังคมได้แก่การประกอบสัมมาอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียรมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบและแบบธรรมเนียมของสังคม คำว่า “วินัย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 หมายถึงระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ “วินัย” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Discipline หมายถึงเครื่องควบคุมพฤติกรรมของคน
ในทางการบริหารนั้น “วินัย” มีความหมายไปในหลายลักษณะเช่นลักษณะที่เป็นการควบคุมตนเอง (Self Control) โดยมุ่งพิจารณาวินัยในแง่การพัฒนาตนเองเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการซึ่งเรียกว่าอัตวินัย (Self Discipline)
วินัยข้าราชการอาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 ความหมายคือ
1. หมายถึงระเบียบกฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติที่ทางราชการกำหนดให้ ข้าราชการยึดถือและปฏิบัติ
2. หมายถึงลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ข้าราชการแสดงออกมาในทางที่ถูกที่ควรเป็นการควบคุมตนเองให้แสดงพฤติกรรมที่ถูกระเบียบหลักเกณฑ์หรือแบบแผนที่ทางราชการกำหนดไว้
ดังนั้นวินัยจึงหมายถึงกฎเกณฑ์ข้อบังคับหรือแบบแผนความประพฤติที่ควบคุมพฤติกรรมของคนในองค์กรให้เป็นไปในแนวทางที่พึงประสงค์
การรักษาวินัย
การรักษาวินัยหมายถึงการที่ข้าราชการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางวินัยตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัดระมัดระวังดูแลป้องกันไม่ฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงหากพบว่ามีการกระทำผิดผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการทางวินัยทันทีเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นการรักษาวินัยที่ดีนั้นนอกจากเกิดจากตัวข้าราชการเองที่จะต้องเรียนรู้สำนึกและตระหนักในหน้าที่แล้วผู้บังคับบัญชาก็จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีดูแลส่งเสริมและพัฒนาให้ข้าราชการมีวินัยด้วย
ข้อกำหนดเรื่องวินัย
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 หมวด 6 บัญญัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอตั้งแต่มาตรา 82 ถึงมาตรา 97 ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้
1. วินัยต่อประเทศชาติได้แก่สนับสนุนและวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. วินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ได้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
3. วินัยต่อผู้บังคับบัญชาได้แก่การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งในหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
4. วินัยต่อผู้เรียนได้แก่การอุทิศเวลาประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีช่วยเหลือเกื้อกูลเคารพสิทธิไม่ข่มเหงไม่ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียน
5. วินัยต่อประชาชนได้แก่ให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ความเป็นธรรมไม่กลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชน
6. วินัยต่อผู้ร่วมงานได้แก่การรักษาความสามัคคีสุภาพเรียบร้อยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
7. วินัยต่อตนเองได้แก่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีรักษาชื่อเสียงไม่กระทำการใดๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
บทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย
บทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 มาตรา 82 ถึงมาตรา 97 มีดังนี้
มาตรา 82 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาวินัยที่บัญญัติเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ
มาตรา 83 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีหน้าที่วางรากฐานให้เกิดระบอบการปกครองเช่นว่านั้น
มาตรา 84 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอภาคและเที่ยงธรรมมีความวิริยะอุตสาหะขยันหมั่นเพียรดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการและต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 85 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลประมาทเลินเล่อหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 86 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการหรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะเสนอความเห็นเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้และเมื่อเสนอความเห็นแล้วถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันเป็นหนังสือให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะต้องปฏิบัติตาม
การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 87 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องตรงต่อเวลาอุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้เรียนจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้
การละทิ้งหน้าที่หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
การอุทิศเวลาให้แก่ราชการเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้เป็นข้าราชการเนื่องจากข้าราชการเป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะแทนรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ซึ่งต้องมีความต่อเนื่องข้าราชการจึงไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามเวลาปกติเท่านั้นแต่ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกเวลาทุกสถานการณ์โดยถือว่าประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อน
มาตรา 88 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนชุมชนสังคมมีความสุภาพเรียบร้อยรักษาความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและระหว่างข้าราชการด้วยกันหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการต้อนรับให้ความสะดวกให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เรียนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
การกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 89 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง
การกระทำตามวรรคหนึ่งถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 90 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
การกระทำตามวรรคหนึ่งถ้าเป็นการกระทำโดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรมเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 91 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบหรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือจ้างวานใช้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งการเลื่อนตำแหน่งการเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้นการฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนินการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่นโดยมิชอบหรือรับจัดทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 92 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
มาตรา 93 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยต้องไม่อาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ส่งเสริมเกื้อกูลสนับสนุนบุคคลกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดๆอันมีลักษณะเป็นการทุจริตโดยการซื้อสิทธิหรือขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งอื่นที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งจะต้องไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนหรือชักจูงให้ผู้อื่นกระทำการในลักษณะเดียวกันการดำเนินการที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 94 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสียโดยไม่กระทำการใดๆอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสพยาเสพติดหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดเล่นการพนันเป็นอาจิณหรือกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 95 ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยให้กระทำโดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีการฝึกอบรมการสร้างขวัญและกำลังใจการจูงใจหรือการอื่นใดในอันที่จะเสริมสร้างและพัฒนาเจตคติจิตสำนึกและพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปในทางที่มีวินัย
การป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยให้กระทำโดยการเอาใจใส่สังเกตการณ์และขจัดเหตุที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัยในเรื่องอันอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการป้องกันตามควรแก่กรณีได้
เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที
เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐานให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจึงจะยุติเรื่องได้ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที
การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7
ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้และตามหมวด 7 หรือมีพฤติกรรมปกป้องช่วยเหลือเพื่อมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัยหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
มาตรา 96 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัยจักต้องได้รับโทษทางวินัยเว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7
โทษทางวินัยมี 5 สถานคือ
(1) ภาคทัณฑ์
(2) ตัดเงินเดือน
(3) ลดขั้นเงินเดือน
(4) ปลดออก
(5) ไล่ออก
ผู้ใดถูกลงโทษปลดออกให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าเป็นผู้ลาออกจากราชการ
มาตรา 97 การลงโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทำเป็นคำสั่งวิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษให้เป็นไปตามระเบียบของก.ค.ศ. ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิดและมิให้เป็นไปโดยพยาบาทโดยอคติหรือโดยโทสะจริตหรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิดในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดตามมาตราใดและมีเหตุผลอย่างใดในการกำหนดสถานโทษเช่นนั้น
คุณธรรมสำหรับครู
คุณธรรมคืออุปนิสัยอันดีงามที่อยู่ในจิตใจของคนอยู่ในความรู้สึกผิดชอบชั่วดีซึ่งเป็นสิ่งที่จะควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกสนองความปรารถนา
คุณธรรมสำหรับครูตามแนวพระพุทธศาสนา
ท่านพุทธทาสภิกขุได้มีทัศนะเกี่ยวกับคุณธรรมครูว่าครูควรจะต้องมีคุณธรรม 4 ประการตามพระพุทธองค์ดังนี้
1. พระวิสุทธิคุณคือครูจะต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสปราศจากโลภะโทสะโมหะไม่อาฆาตพยาบาทรู้จักการให้อภัยและมีมุทิตาจิตต่อศิษย์
2. พระปัญญาคุณคือครูจะต้องมีปัญญาที่เฉียบแหลมสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ศิษย์ได้
3. พระกรุณาธิคุณคือครูจะต้องมีความเมตตากรุณาต่อศิษย์
4. ขันติคือครูจะต้องมีความอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ
พระวรธัมโมภิกขุได้กล่าวว่าคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นครูที่สมบูรณ์ได้มีดังนี้คือ
1. ครูต้องเป็นผู้ที่มั่นใจในเรื่องทางวิญญาณเพราะครูมีหน้าที่เป็นผู้นำทางวิญญาณและมีหน้าที่ยกระดับจิตใจของเยาวชนให้สูงขึ้นโดยครูจะต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบของครูโดยตรง
2. ครูต้องมีธรรมะคือต้องใช้ธรรมะหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นให้มีความอิ่มใจมีปิติปราโมทย์มิฉะนั้นชีวิตครูจะน่าเบื่อหน่ายไม่รื่นรมย์
3. ครูต้องเป็นเสมือนพระโพธิสัตว์คือบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมีคติประจำใจที่ว่ายอมลำบากเพื่อให้คนอื่นสุขสบายเพราะครูควรยึดถือคุณธรรมของพระโพธิสัตว์เป็นหลักปฏิบัติคือ
1) สุทธิคือมีความบริสุทธิ์อยู่ในดวงจิตไม่มีโลภะโทสะโมหะไม่พยาบาทอาฆาตมาดร้ายมีแต่ให้อภัยและมีมุทิตาจิตในลูกศิษย์
2) ปัญญาคือการรู้เข้าใจสว่างไสวรู้เหตุแห่งความเสื่อมความเจริญของชีวิตครูควรใช้ปัญญาเพื่อปรับปรุงและส่งเสริมให้ลูกศิษย์ด้วยความเสียสละ
3) เมตตาคือมีความรักปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุดครูจะต้องให้ความเมตตาต่อลูกศิษย์แม้การอบรมสั่งสอนตักเตือนและการลงโทษก็ควรใช้ความเมตตาเป็นหลัก
4) ขันติคือการยอมอดทนต่อความเหนื่อยยากทั้งกายวาจาเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์
สำหรับคุณธรรมหรือหลักธรรมที่ครูควรยึดถือและปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์โดยอาศัยหลักธรรมที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเลือกธรรมที่เหมาะแก่หน้าที่การงานของครูเช่นขันติ (ความอดทน) สัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัว) พรหมวิหาร 4 อคติ 4 เป็นต้น
หลักธรรมสำหรับครู
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติผู้เป็นครูจึงควรศึกษาและนำคำสอนทางศาสนามาปฏิบัติมีธรรมะที่ครูควรยึดถืออยู่หลายหมวดดังต่อไปนี้
1. อิทธิบาท 4 คือคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จหมายถึงการทำงานที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ซึ่งอาจเป็นเรื่องหน้าที่การศึกษารวมทั้งชีวิตส่วนตัวมีอยู่ 4 อย่างคือ
1) ฉันทะ – ความพอใจในสิ่งนั้นคือพอใจรักที่จะเป็นครูทำงานด้านการสอนด้วยความชอบตั้งใจในการสอนมีการเตรียมการสอนที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างของเด็กมีการสอนที่ทำให้เด็กได้ทั้งความรู้และคุณธรรมมีเมตตากรุณาต่อเด็กไม่ลงโทษเด็กโดยไม่มีเหตุผลเช่นตีเด็กจนเกินขอบเขตไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อเด็กทำความผิด
2) วิริยะ – เพียรประกอบสิ่งนั้นคือความพยายามประกอบอาชีพครูด้วยความขยันหมั่นเพียรตัวครูก็ต้องพยายามหาความรู้เพิ่มเติมมีการพัฒนาความรู้และตนเองตลอดเวลา
3) จิตตะ – เอาใจฝักใฝ่ไม่ทอดธุระคือเอาใจฝักใฝ่ในความเป็นครูคิดตลอดเวลาว่าครูเป็นอาชีพที่สำคัญในการจะพัฒนาเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด
4) วิมังสา – การหมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลสิ่งนั้นคือพิจารณาเหตุผลในอาชีพครูว่าทำได้ดีมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่สอนดีเพียงใดและควรหาแนวทางใดมาปรับปรุงวิธีการสอนให้ดียิ่งขึ้น
2. โลกปาลธรรมธรรมคุ้มครองโลกคือธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนและวุ่นวายมี 2 อย่างคือ
1) หิริแปลว่าความละอายต่อบาปคือละอายใจต่อการทำความชั่วไม่ยอมทำบาป
2) โอตตัปปะแปลว่าความกลัวบาปคือเกรงกลัวต่อความชั่วและผลของความชั่ว
ต่างๆ
ทั้ง “หิริ” กับ “โอตตัปปะ” เป็นธรรมที่สร้างพื้นฐานของจิตใจไม่ให้คนทำความชั่ว
3. ธรรมอันทำให้งาม2 ประการคือ
1) ขันติคือความอดทนอดกลั้นความหนักแน่นของจิตใจเพื่อบรรลุความดีและความมุ่งหมายอันชอบความอดทนแบ่งได้ 3 ชนิดคือ
- อดทนต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย
- อดทนต่อความลำบากเหนื่อยยากอันเนื่องจากความไม่ราบรื่นในการทำงาน
- อดทนต่อความเจ็บใจที่ได้รับจากคำพูดที่ไม่ดี
2) โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยมอัธยาศัยงามมีวาจาสุภาพเรียบร้อยซึ่งเป็นธรรมที่คู่กับความอดทนคือเมื่อมีความอดทนแล้วต้องแสดงออกให้เป็นปกติทั้งกายวาจาธรรมทั้งสองประการนี้เรียกว่าเป็น “ธรรมที่ทำให้งาม”
4. พรหมวิหาร 4 หรือธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่คือคุณธรรมที่ควรใช้ปกครองลูกศิษย์มี 4 ประการ
1) เมตตาคือมีความรักความปรารถนาดีมีไมตรีและต้องการช่วยให้ทุกคนได้ประโยชน์และมีความสุข
2) กรุณาคือความสงสารอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากความเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งหลาย
3) มุทิตาคือความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีจิตใจผ่องใสแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอและยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีและเจริญก้าวหน้า
4) อุเบกขาคือความมีใจเป็นกลางมีจิตเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงด้วยความรักความชังปฏิบัติตนตามหลักการและเหตุผล
5. อคติ 4 คือความไม่เที่ยงตรงความลำเอียงผู้ที่เป็นครูอาจารย์และคนทั่วไปควรเว้นอคติ 4 อย่างนี้
1) ฉันทาคติ - ลำเอียงเพราะรัก, ชอบคือการช่วยเหลือเข้าข้างคนที่ตนรักทำให้เสียความเที่ยงธรรม
2) โทสาคติ - ลำเอียงเพราะความไม่ชอบคือการกลั่นแกล้งให้โทษคนที่เราเกลียดชัง
3) โมหาคติ - ลำเอียงเพราะความหลงความเขลาคือการกลั่นแกล้งให้คนที่เราเกลียดชัง
4) ภยาคติ - ลำเอียงเพราะความกลัวคือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนที่มีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือเราทำให้เสียความยุติธรรม
6. สัปปุริสธรรม 7 คือธรรมของสัตบุรุษหรือธรรมของคนดีมี 7 ประการคือ
1) ธัมมัญญุตาความเป็นผู้รู้จักหลักและรู้จักเหตุคือรู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตในการปฏิบัติต่อหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆรู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล
2) อัตถัญญุตาความเป็นผู้รู้จักผลและความมุ่งหมายคือรู้ความหมายความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติเข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ
3) อัตตัญญุตาความเป็นผู้รู้จักตนคือรู้ตามเป็นจริงว่าตัวเรานั้นโดยฐานะภาวะเพศกำลังความรู้ความสามารถความถนัดฯลฯเป็นอย่างไร
4) มัตตัญญุตาความเป็นผู้รู้จักประมาณคือรู้จักพอดีเช่นรู้จักประมาณในการใช้จ่ายการบริโภคในการใช้จ่ายทรัพย์หรือในการพูดเป็นต้น
5) กาลัญญุตาความเป็นผู้รู้จักเวลาคือรู้เวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจหน้าที่การงานปฏิบัติการต่างๆและเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
6) ปริสัญญุตาความเป็นผู้รู้จักชุมชนคือรู้จักการอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นชุมชนรู้จักระเบียบวินัยวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
7) ปุคคลัญญุตาความเป็นผู้รู้จักบุคคลคือรู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆด้วยดี
7. มรรค 8 หมายถึงทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เพื่อแก้ปัญหาชีวิตและปัญหาสังคม
หรือเป็นทางปฏิบัติสายกลาง 8 อย่างคือ
1) สัมมาทิฏฐิ - คือความเห็นชอบเช่นเห็นว่าทำดีย่อมได้ดีทำชั่วย่อมได้ผลชั่ว
เป็นต้น
2) สัมมาสังกัปปะ - คือความดำริชอบเช่นการดำริออกจากกามไม่มัวเมาในรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัส
3) สัมมาวาจา - คือการเจรจาชอบเช่นเว้นจากการพูดเท็จพูดส่อเสียดพูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อการพูดและวิธีพูดของครูมีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของนักเรียนเสมอดังนั้นครูควรพูดด้วยความจริงใจอ่อนโยนให้นักเรียนเกิดความเคารพนับถือ
4) สัมมากัมมันตะ - คือการกระทำชอบเป็นการทำงานที่ปราศจากโทษทั้งปวงเช่นไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์และไม่ประพฤติผิดประเวณีเป็นต้นครูต้องกระทำการเหล่านี้ด้วยความอดทนซื่อสัตย์และรอบคอบ
5) สัมมาอาชีวะ - คือการเลี้ยงชีวิตชอบไม่ทำมาหากินในทางที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายธรรมข้อนี้สำหรับครูคือไม่เบียดเบียนเวลาสอนไปทำอาชีพอย่างอื่นหรือรู้จักใช้เวลาว่างเพื่อค้นหาความรู้เพื่อใช้ในการสอน
6) สัมมาวายามะ - คือความเพียรพยายามชอบเป็นการเพียรพยายามมิให้ความชั่วเกิดเพียรละความชั่วเพียรกระทำความดีและรักษาความดี
7) สัมมาสติ - คือความระลึกชอบเป็นการระลึกในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลต่างๆครูผู้ระลึกชอบย่อมเป็นครูผู้มีสติไม่เสียสติและอยู่ในทำนองคลองธรรมและไม่นอกลู่นอกทาง
8) สัมมาสมาธิ - คือความตั้งใจชอบเป็นความตั้งใจให้มีอารมณ์สงบระงับโลภโกรธหลงทั้งปวง
มรรคทั้ง 8 ประการนี้จัดเข้าเป็น “ไตรสิกขา” คือศีลสมาธิและปัญญา
ศีลได้แก่สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ
สมาธิได้แก่สัมมาวายามะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ
ปัญญาได้แก่สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ
8. ทศพิธราชธรรมหรือราชธรรม 10 หมายถึงหลักธรรมสำหรับพระราชานักบริหารและผู้ทำหน้าที่ปกครองคนอื่นเช่นครูอาจารย์เป็นต้นทศพิธราชธรรมมี 10 อย่างคือ
1. ทานคือการให้การสละทรัพย์สิ่งของการช่วยเหลือ
2. ศีลคือความประพฤติเรียบร้อยทางกายวาจา
3. บริจาคะคือการเสียสละความสุขของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
4. อาชวะคือความซื่อตรงมีความจริงใจปฏิบัติงานด้วยความสุจริต
5. มัททวะคือความสุภาพอ่อนโยนมีอัธยาศัยงดงาม
6. ตบะคือการระงับยับยั้งมิให้กิเลสเข้าครอบงำมีความเป็นอยู่ธรรมดา
7. อักโกธะคือความไม่โกรธไม่ลุแก่อำนาจความโกรธมีเมตตาประจำใจ
8. อวิหิงสาคือความไม่เบียดเบียนไม่บีบบังคับกดขี่ไม่หลงระเริงอำนาจ
9. ขันติคือความอดทนอดทนต่อความยากลำบากต่อคำยั่วยุและเยาะเย้ยต่างๆ
10. อวิโรธนะคือความไม่ประพฤติผิดธรรมไม่หวั่นไหวต่อลาภยึดมั่นอยู่ในธรรม
จริยธรรมของครู
จริยธรรมคือแนวปฏิบัติของคนในสังคมซึ่งบุคคลผู้นั้นควรยึดถือในการดำรงชีวิตและการทำตนเพื่อให้เกิดประโยชน์และมีความสงบสุขต่อตนเองผู้อื่นและสังคม
จริยธรรมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพครู
จริยธรรมของครูหมายถึงความประพฤติการกระทำตลอดจนความรู้สึกนึกคิดอันถูกต้องดีงามที่ครูควรประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนลูกศิษย์เพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วๆไป
จริยธรรมหลักที่สำคัญในสังคมไทยที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูควรยึดถือปฏิบัติมีดังนี้
1. การใฝ่ใจสัจธรรมถือว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเป็นจริยธรรมที่เน้นการใฝ่หาความจริงโดยยึดมั่นกับกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและศรัทธาต่อการเข้าใจถึงความเป็นจริงของเรื่องราวต่างๆสมควรจะส่งเสริมให้ใช้เป็นตัวร่วมกับจริยธรรมอื่นๆทุกตัวกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลนี้อาจเทียบได้กับแนววิทยาศาสตร์คือ
1.1 เป็นวิธีแสวงหาข้อมูล
1.2 การกำหนดปัญหา
1.3 การสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหา
1.4 การวิเคราะห์วิธีที่ดีในการสรุป
1.5 การยึดมั่นในกระบวนการวิทยาศาสตร์
2. การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาถือว่าเป็นจริยธรรมที่เป็นข้อขยายของ “การใฝ่สัจธรรม” เน้นการปลูกฝังปัญญาให้เป็นผู้มีเหตุผลการปลูกฝังปัญญาควรใช้ธรรมะหมวดดังนี้คือ
2.1 กาลามสูตร
2.2 พละ 5
2.3 วุฒิธรรม 4
3. เมตตากรุณาถือว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญเมื่อใช้ร่วมกับ “การใฝ่สัจธรรม” แล้วจะเป็นที่มาของจริยธรรมอื่นๆได้มากในการเสริมสร้างควรจะใช้ธรรมะทุกประการที่กำหนดไว้ในพรหมวิหาร 4 การแสดงออกของพรหมวิหาร 4 จะเป็นเชิงปฏิบัติตนตามธรรมะคือ
3.1 สังคหวัตถุ 4 เช่นมีการให้กล่าววาจาเหมาะสม
3.2 การประพฤติปฏิบัติการแสดงความเป็นที่เหมาะสม
4. สติสัมปชัญญะเป็นจริยธรรมสำคัญที่เน้นการควบคุมตนเองให้มีความพร้อมมีสภาพที่ตื่นตัวฉับไวในการรับรู้ทางประสาทสัมผัสในการตัดสินใจและในการกระทำพฤติกรรมอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของการสำรวมรอบคอบ
5. ความไม่ประมาทเป็นจริยธรรมเสริม “สติ-สัมปชัญญะ” ที่เน้นการพิจารณาสภาพการณ์แวดล้อมพิจารณาถึงผลที่จะตามมาของการกระทำหรือไม่กระทำพฤติกรรมต่างๆแล้วดำเนินการวางแผนการจัดสถานการณ์หรือการกระทำเพื่อให้บังเกิดผลที่ดีที่สุดอย่างเหมาะสม
6. ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นจริยธรรมที่เน้นความซื่อตรงต่อตนเองหน้าที่การงานคำมั่นสัญญาแบบแผนและกฎหมายความถูกต้องอันดีงาม
7. ความขยันหมั่นเพียรเป็นจริยธรรมที่ช่วยสร้างความสำเร็จในชีวิตควรใช้ร่วมกับ “ปัญญา” และจริยธรรมในหมวดอิทธิบาท 4 ที่เน้นความพอใจความเพียรความมีใจจดจ่อและความไตร่ตรองการฝึกปฏิบัติควรเน้นการควบคุมตนเองด้วยตนเองอันเป็นที่มาของความมีระเบียบวินัย
8. หิริ-โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อการทำชั่วและละอายใจถ้าจะทำชั่วการฝึกปฏิบัติควรเน้นการควบคุมกายวาจาและความคิดให้มีความเหมาะสมถูกต้องทำนองคลองธรรมโดยอาจใช้จริยธรรมในหมวดดังนี้คือ
8.1 เบญจศีล
8.2 เบญจธรรม
8.3 กุศลกรรมบถ 10
เพราะเมื่อสอนให้เข้าใจถึงเหตุผลและคุณค่าของการไม่ทำความชั่วแล้วจะเป็นที่มาของการละอายใจไม่อยากทำความชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลังรวมทั้งรับผิดชอบในผลอันเกิดจากการกระทำของตนเอง
ค่านิยมของครู
ค่านิยมหมายถึงแนวความคิดความประพฤติหรือการกระทำใดๆที่คนหรือสังคมเห็นชอบว่าเป็นสิ่งที่ควรแก่การประพฤติปฏิบัติตามจึงยอมรับนับถือเป็นแนวประพฤติปฏิบัติอาจจะเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดไปค่านิยมของคนนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยได้
ค่านิยมที่ครูควรยึดมั่น
ค่านิยมของครูคือแนวคิดหรือความประพฤติอันดีงามที่ครูควรยึดถือเป็นหลักประจำใจและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยึดถือนั้นเป็นประจำ
ค่านิยมที่ครูควรยึดมั่นมีดังนี้
1. การพึ่งตนเองขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ
2. การประหยัดและออม
3. การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย
4. การปฏิบัติตามศีล 5 ในพระพุทธศาสนา (หรือข้อกำหนดของศาสนาที่ครูนับถือ)
5. ความซื่อสัตย์สุจริต
6. ความยุติธรรม
7. การรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์
8. ความนิยมไทย
9. การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย
10. การศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพและความรอบรู้ทั่วไป
11. ความมีสันโดษ
12. การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการมีอิสรภาพทางวิชาการ
13. ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน
14. การมีอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ
15. การยึดมั่นในคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ
16. ความเสียสละ
17. ความกตัญญูกตเวทีต่อบุคคลที่มีพระคุณและสิ่งแวดล้อม
18. ความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
19. ความกล้าหาญกล้าพูดกล้าแสดงในสิ่งที่ถูกต้อง
20. ความสามัคคี
21. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
มาตรฐานวิชาชีพ
ความหมาย
“มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ และคุณภาพที่พึงประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตาม ประกอบด้วย มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน
“มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับความรู้และ
ประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษา ซึ่งผู้ต้องการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมีเพียงพอที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้
“มาตรฐานการปฏิบัติงาน” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือการแสดงพฤติกรรมการปฏิบัติงานและการพัฒนางาน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษา รวมทั้งต้องฝึกฝนให้มีทักษะหรือความชำนาญสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“มาตรฐานการปฏิบัติตน” หมายความว่าจรรยาบรรณของวิชาชีพที่กำหนดขึ้นเป็นแบบแผน ในการประพฤติตนซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะนำมาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ
ผู้ประกอบวิชาชีพครูต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองโดยมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพดังต่อไปนี้
(ก) มาตรฐานความรู้ประกอบด้วยความรู้ดังต่อไปนี้
1. ความเป็นครู
2. ปรัชญาการศึกษา
3. ภาษาและวัฒนธรรม
4. จิตวิทยาสำหรับครู
5. หลักสูตร
6. การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน
7. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
9. การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
10. การประกันคุณภาพการศึกษา
11. คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ
(ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนดดังต่อไปนี้
1. การฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน
2. การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มาตรฐานการปฏิบัติงาน
ผู้ประกอบวิชาชีพครูต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติงานดังต่อไปนี้
1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
2. ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้เรียน
3. มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตเต็มตามศักยภาพ
4. พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้จริงในชั้นเรียน
5. พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
6. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์คิดสร้างสรรค์โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้เรียน
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ
8. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน
9. ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์
10. ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์
11. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
12. สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์
มาตรฐานการปฏิบัติตน
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ
จรรยาบรรณครู
จรรยาบรรณของครูหมายถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความดีงามแก่ตัวครูและอาชีพครู
จรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539 มีทั้งหมด 9 ข้อดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรมสั่งสอนฝึกฝนสร้างเสริมความรู้ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งกายวาจาและจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกายสติปัญญาจิตใจอารมณ์และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและไม่ใช่ให้ศิษย์กระทำการใดๆอันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอยู่เสมอ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย
สมรรถนะวิชาชีพครู
สมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teachers and personnels competency) หมายถึง พฤติกรรมซึ่งเกิดจากการรวมความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) คุณลักษณะ(Character) ทัศนคติ (Attitude) และแรงจูงใจ (Motivation) ของบุคคล และส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่างโดดเด่น
สมรรถนะวิชาชีพครู มี 2 ประเภท คือ
1. สมรรถนะหลัก (Core Competency)
สมรรถนะที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน (Working Achievement Motivation) หมายถึง ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยมีการวางแผน กำหนดเป้าหมาย ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน และปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพและผลงานอย่างต่อเนื่อง
สมรรถนะที่ 2 การบริการที่ดี (Service Mind) หมายถึง ความตั้งใจและความเต็มใจในการให้บริการ และการปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
สมรรถนะที่ 3 การพัฒนาตนเอง (Self- Development) หมายถึง การศึกษาค้นคว้า หาความรู้ ติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการและวิชาชีพ มีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาตนเอง และพัฒนางาน
สมรรถนะที่ 4 การทำงานเป็นทีม (Team Work) หมายถึง การให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนเสริมแรงให้กำลังใจแก่เพื่อนร่วมงาน การปรับตัวเข้ากับผู้อื่นหรือทีมงาน แสดงบทบาทการเป็นผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างเหมาะสมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสร้างและดำรงสัมพันธภาพของสมาชิก ตลอดจนเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย
สมรรถนะที่ 5 จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพครู (Teacher’s Ethics and Integrity) หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน และสังคม เพื่อสร้างความศรัทธาในวิชาชีพครู
2. สมรรถนะประจำสายงาน (Functional Competency)
สมรรถนะที่ 1 การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum and Learning Management) หมายถึง ความสามารถในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรการออกแบบการเรียนรู้อย่างสอดคล้องและเป็นระบบ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี และการวัด ประเมินผล การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
สมรรถนะที่ 2 การพัฒนาผู้เรียน (Student Development) หมายถึง ความสามารถในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม การพัฒนาทักษะชีวิต สุขภาพกาย และสุขภาพจิต ความเป็นประชาธิปไตย ความภูมิใจในความเป็นไทย การจัดระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
สมรรถนะที่ 3 การบริหารจัดการชั้นเรียน (Classroom Management) หมายถึง การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดทำข้อมูลสารสนเทศและเอกสารประจำชั้นเรียน/ประจำวิชา การกำกับดูแลชั้นเรียนรายชั้น/รายวิชา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุข และความปลอดภัยของผู้เรียน
สมรรถนะที่ 4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Analysis & Synthesis & Classroom Research) หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ แยกประเด็นเป็นส่วนย่อย รวบรวม ประมวลหาข้อสรุปอย่างมีระบบและนำไปใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งสามารถวิเคราะห์องค์กรหรืองานในภาพรวมและดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนางานอย่างเป็นระบบ
สมรรถนะที่ 5 ภาวะผู้นำครู (Teacher Leadership) หมายถึง คุณลักษณะและพฤติกรรมของครูที่แสดงถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ส่วนบุคคล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนโดยปราศจากการใช้อิทธิพลของผู้บริหารสถานศึกษา ก่อให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ
สมรรถนะที่ 6 การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู้ (Relationship & Collaborative – Building for Learning Management) หมายถึง การประสานความร่วมมือ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และเครือข่ายกับผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น